ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร สานสุข http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx 


              การเปรียบ ‘ป่าชายเลน’ เป็นเสมือน ‘มดลูกของท้องทะเล’ จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความสำคัญของป่าชายเลนได้เป็นอย่างดี เพราะป่าชายเลนทำหน้าที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นลูกกุ้ง ลูกปู ลูกปลา ฯลฯ ต่างก็อาศัยป่าชายเลนเสมือนบ้านที่อบอุ่นและปลอดภัย รอจนเติบใหญ่และแข็งแรงพอที่จะออกไปผจญภัยในท้องทะเลกว้างใหญ่ กลายเป็นคลังอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตคนและสัตว์ในระบบห่วงโซ่อาหารต่อไป

cover-sadoodta_15

              นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินีที่ ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มักไม่พลาดการขึ้นไปชมมุมสูงบนหอชะคราม ด้วยระดับความสูงเท่ากับตึก 6 ชั้น สามารถมองเห็นผืนป่าชายเลนในมุมกว้าง 360 องศา โดยไม่มีสิ่งใดบดบังสายตา ภาพป่าชายเลนผืนใหญ่ 786 ไร่ ประหนึ่งพรมสีเขียวมหึมาที่ไล่ระดับตามประเภทและอายุต้นไม้ ทั้งโกงกางใบเล็ก-ใบใหญ่ แสมดำ แสมขาว

              ภาพเบื้องหน้านี้เกิดจากกระบวนการพลิกฟื้นผืนป่าจากนากุ้งร้าง ซึ่งเริ่มต้นอย่างจริงจังในปี 2539 เมื่อ ปตท. เข้าร่วมโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50 โดยอาสาปลูกและฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมทั่วประเทศจำนวน 1 ล้านไร่ และหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายคือ ผืนป่าชายเลนปากแม่น้ำปราณบุรีแห่งนี้

20101012_463824469

              กระบวนการทำงานเริ่มต้นด้วยการทะลายคันดินของบ่อนากุ้ง เปิดทางให้น้ำทะเลไหลเข้าออกตามธรรมชาตินานถึง 6 เดือน เพื่อชะล้างสารเคมีที่ตกค้างและให้มีการตกทับถมของตะกอนดิน จากนั้นใช้รถแบ็คโฮขุดพลิกหน้าดินและยกร่องเหมือนทำแปผลงผัก ไถพรวนดินให้ซุย

              ปีถัดไปจึงเริ่มต้นปลูกไม้เบิกนำจำพวกลำพู แสม ในปีแรกกล้าไม้ส่วนใหญ่มีอัตราการรอดตายต่ำ เพราะตะกอนดินสะสมยังไม่พอ มีเพรียงหินกับหอยนางรมจับโคนต้นทำให้กล้าไม้ล้มตาย จึงต้องปลูกซ่อมด้วยการคัดเลือกพันธุ์ไม้ชายเลนที่เหมาะสมกับสภาพดินในพื้นที่ เติมต้นโกงกางและไม้อื่นๆ ในปีถัดมา จนกระทั่งปี 2542 กล้าไม้เริ่มเติบโตมีขนาดสูง 50-100 เซนติเมตร ปี 2543 มีความสูงเฉลี่ย 60-200 เซนติเมตร มีรากค้ำยันและรากอากาศเพิ่มขึ้น และเติบโตเป็นไม้ชายเลนที่แข็งแรงขึ้น ถึงปี 2545 ระบบนิเวศเริ่มฟื้นตัว สัตว์เริ่มมีให้เห็นในบริเวณแปลงที่ปลูกและฟื้นฟู เช่น หอยนางรม กุ้ง ปู ปลา

              ผืนป่าชายเลนแห่งนี้จึงกลับมีชีวิตอีกครั้ง

              ต่อมาในปี 2547 ปตท. ได้พัฒนาพื้นที่แปลงปลูกป่าชายเลนประวัติศาสตร์แห่งนี้ให้เป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลนในระดับประเทศและระดับภูมิภาค และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานนามศูนย์ฯแห่งนี้ว่า “ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี”

3-19

              นาม “สิรินาถราชินี” ที่มีความหมายว่า “ที่พึ่งอันยิ่งใหญ่ไพศาล”

              เพื่อเป็นการถวายกตัญญุตาที่ทรงพระราชทานนามอันเป็นมงคล ทุกวันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินีแห่งนี้ ได้จัดกิจกรรมฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชีนีนาถโดยเชิญชวนให้ชุมชน  เยาวชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าร่วมทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ การเก็บขยะ ปลูกไม้ชายเลน และปลูกหญ้าแฝก เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ระบบนิเวศป่าชายเลนผืนนี้

              ปัจจุบัน ป่าชายเลนที่ปลูกเติบโตขึ้น และกลายเป็นป่ารอยต่อ เชื่อมกับป่าชายเลนวนอุทยานปราณบุรี ทำหน้าที่เป็นกันชนที่สร้างสมดุลระหว่างระบบนิเวศชายฝั่งกับท้องทะเล เกิดเป็น ‘ระบบสวัสดิการชายฝั่ง’ ของชาวปากน้ำปราณเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงทางอาหาร เป็นแหล่งอาชีพ และเป็นปราการป้องกันภัยธรรมชาติ

              ชาวบ้านปากน้ำปราณส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ได้ใช้ประโยชน์จากป่าชายเลน ทั้งเป็นแหล่งอาหาร และแหล่งรายได้ ผลผลิตจากท้องทะเลปราณมีหลากหลายชนิด ที่รู้จักกันเป็นอย่างดี คือ ‘หอยนางรมปากน้ำปราณ’ และ ‘ปลาหมึก’ รสชาติหวานอร่อย สามารถแปรรูปได้หลากรส ทำเป็นหมึกแดดเดียว หลานปลาหมึก หรือการดองเค็มเพื่อถนอมอาหารให้เก็บไว้นานขึ้น นอกจากนี้ยังมีกุ้งกุลาดำ ปลากระบอก ปูทะเล ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในป่าชายเลนเมื่อครั้งเป็นสัตว์น้ำวัยอ่อน ก่อนออกไปเติบโตในท้องทะเลไทย ส่วนพืชจากป่าชายเลนที่นิยมนำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น ชะคราม ผักเบี้ย สามารถนำไปทำเป็นแกงส้ม หรือชุบไข่ทอดจิ้มกับน้ำพริกกะปิ หรือน้ำพริกปลาแห้ง เมนูอร่อยตามแบบภูมิปัญญาอาหารพื้นบ้าน ซึ่งปัจจุบันยังหาชิมได้ที่ปากน้ำปราณ

              การพลิกฟื้นผืนป่าชายเลนจากนากุ้งร้าง จึงเท่ากับช่วยรักษา ‘คลังอาหาร’ หรือ ‘ซูเปอร์มาร์เก็ต’ พื้นบ้านให้อยู่คู่กับชุมชน

7              ภาพป่าชายเลนจากมุมสูงบนหอชะครามสะท้อนถึงสายพระเนตรอันยาวไกลของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยต่อสถานการณ์ป่าชายเลนบริเวณปากน้ำปราณ ที่ได้ก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งชาวปากน้ำปราณและชุมชนใกล้เคียง หน่วยงานภาครัฐส่วนกลางและท้องถิ่น สถาบันการศึกษา องค์กรภาคธุรกิจ และภาคีเครือข่าย ได้มาร่วมแรงร่วมใจกันพลิกฟื้นคืนชีวิตป่าชายเลนจากวิกฤตินากุ้งร้างได้เป็นผลสำเร็จ เกิดผืนป่าชายเลนกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา สื่อถึงพลังมหัศจรรย์ของ ‘ป่าคนสร้าง’ ที่เป็นคุณประโยชน์แก่ชุมชนและท้องทะเลไทย

              เป็นคลังอาหารที่มั่นคง อันเปรียบเสมือน ‘ที่พึ่งอันยิ่งใหญ่ไพศาล’ ของชาวปากน้ำปราณและชุมชนใกล้เคียง เพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

Comment

Comment:

Tweet