วันมะเร็งโลก

posted on 26 May 2015 23:05 by maggievaccaro

                มะเร็ง   โรคร้ายอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกไปถึงปีละ 7,600,000 แสนคน ด้วยเหตุนี้องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) และสมาคมต่อต้านมะเร็งสากล (International Union Against Cancer: UICC) จึงได้กำหนดให้วันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็น "วันมะเร็งโลก" (World Cancer Day)   

 

Cancer definition

 

               มะเร็ง  โรคร้ายที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ติดต่อกันหลายสิบปี    โดยมะเร็งที่ผู้ชายป่วยมากที่สุด ได้แก่ มะเร็งตับ ปอด ลำไส้และทวารหนัก ต่อมลูกหมาก และมะเร็งเม็ดเลือดขาว   ส่วนในผู้หญิง ได้แก่ มะเร็งเต้านม ตับ ปากมดลูก ปอด ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการใช้ชีวิตแบบคนเมือง ซึ่งนิยมกินแต่เนื้อสัตว์  กินผักผลไม้และออกกำลังกายน้อยกว่าปกติ

 

 

               ที่ผ่านมาพบคนไทยยังมีความเชื่อผิด ๆ เรื่องโรคมะเร็งว่าเป็นโรคเคราะห์กรรม หรือเชื่อว่าเป็นแล้วต้องตาย รักษาไม่ได้ จึงไม่ได้ให้ความสนใจป้องกัน หรือเข้ารับการตรวจคัดกรองตามที่กระทรวงสาธารณสุขรณรงค์   เนื่องจากเซลล์มะเร็งใช้เวลาก่อตัวนานและไม่แสดงอาการใด ๆ ให้รู้  ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งที่มาพบแพทย์ประมาณร้อยละ 70-80 อยู่ในระยะเซลล์ลุกลามไปที่อวัยวะอื่นแล้ว โอกาสหายจึงมีน้อยมาก ทำให้สถิติการเสียชีวิตติดอันดับ 1

 

มะเร็งคืออะไร

 

         อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายประกอบขึ้นจากเนื้อเยื่อหลายชนิด โดยมีหน่วยที่เล็กที่สุดคือ  "เซลล์"   โรคมะเร็ง คือ โรคที่มีความผิดปกติของเซลล์ในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของเซลล์ ก่อให้เกิดเป็นเซลล์มะเร็งที่มีการเจริญเติบโตโดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมที่เหมาะสม ผลลัพธ์คือ การเกิดเป็นก้อนเนื้อมะเร็งที่เติบโตรบกวนการทำงานของเซลปกติในอวัยวะ

 

 

          นอกจากนี้เซลล์มะเร็งยังสามารถลุกลามแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้ด้วย  ซึ่งอาจมีความแตกต่างได้มากมาย ตามตำแหน่งของอวัยวะที่เป็นจุดกำเนิดของมะเร็ง และชนิดของเนื้อเยื่อที่อยู่ภายในอวัยวะนั้น ๆ

 

 

เซลล์ปกติกลายเป็นเซลมะเร็งได้อย่างไร

               เซลล์ปกติอาจมีการเจริญเติบโตโดยการแบ่งตัว และตายอย่างเป็นระบบและมีการควบคุมที่เหมาะสม ทำให้อวัยวะและร่างกายมนุษย์ทำงานได้เป็นปกติ   เซลล์เแต่ละชนิดในอวัยวะที่ต่างกันอาจมีอัตราการเจริญเติบโตแตกต่างกันได้ตามความเหมาะสมของหน้าที่ของแต่ละอวัยวะ 

               การที่เซลล์จะทำงานอย่างเป็นปกติ   ส่วนหนึ่งเกิดจากการกำหนดหน้าที่ของเซลล์ด้วยสารพันธุกรรมที่เรียกว่าดีเอ็นเอ (DNA) ภายในเซลล์หากเกิดการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของ DNA เซลล์นั้นอาจมีความผิดปกติในการแบ่งตัวเจริญเติบโต ถ้ามีการสะสมความเปลี่ยนแปลงมากพอ เซลล์จะกลายไปเป็นเซลล์ก่อกำเนิดมะเร็ง และพัฒนาจนกลายเป็นเนื้อเยื่อมะเร็งในที่สุด 

 

 

               การเปลี่ยนแปลงของ DNA หรือการกลายพันธุ์ อาจเกิดจากการที่เซลได้รับสารกระตุ้นให้เกิดการกลายพันธุ์ เช่น สารเคมีบางอย่าง ควันบุหรี่ เชื้อไวรัสบางชนิด ในเซลปกติจะมีกลไกการควบคุมการกลายพันธุ์โดยการซ่อมแซมสาย DNAหรือทำให้เซลที่มี DNA ผิดปกติตายไป แต่เซลล์ที่จะกำเนิดเป็นเซลล์มะเร็งจะเล็ดรอดกระบวนการตรวจสอบนี้ได้

 

 

มะเร็งมีความแตกต่างกันหรือไม่

                มะเร็งที่เกิดขึ้นในอวัยวะที่ต่างกันจะมีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านลักษณะของเซลล์  การเจริญเติบโต การแพร่กระจาย การตอบสนองต่อการรักษา มะเร็งที่ตั้งต้นในอวัยวะหนึ่ง แม้ว่าแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นที่ไกลออกไป แต่ยังคงคุณสมบัติส่วนใหญ่ของเซลมะเร็งชนิดเดิม เช่น มะเร็งปอดที่แพร่กระจายไปที่ตับ ยังคงเป็นเซลมะเร็งปอด ไม่ได้กลายไปเป็นมะเร็งของเซลตับ การรักษายังคงใช้ยาสำหรับรักษาโรคมะเร็งปอด ซึ่งแตกต่างจากยาสำหรับรักษามะเร็งตับ เป็นต้น

 

 

มะเร็งแพร่กระจายได้อย่างไร

 

               เซลล์มะเร็งตั้งต้นมาจากเซลปกติในอวัยวะตั้งต้นของโรคมะเร็ง เมื่อมีการเจริญเติบโตมากพอ เซลล์มะเร็งมักจะแทรกซึมเข้ากระแสเลือดหรือทางเดินน้ำเหลือง ทำให้ลอยไปสู่อวัยวะอื่นที่เป็นเป้าหมายในการแพร่กระจาย กลไกการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งมีความซับซ้อนและหลายขั้นตอน การกระทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การนวด การงดอาหารบางอย่าง ย่อมไม่มีผลที่ชัดเจนต่อการแพร่กระจายโรคมะเร็ง ไม่สามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อมะเร็ง หรือกระตุ้นให้เซลมะเร็งเจริญเติบโตได้

 

     ทั้งนี้ สัญญาณอันตรายที่บ่งชี้ความเสี่ยงเป็นมะเร็งมี 7 ประการคือ 

               1.ระบบขับถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะผิดปกติ  เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ หรือปัสสาวะเป็นเลือด 

               2.กลืนอาหารลำบาก หรือมีอาการเสียดแน่นท้องเป็นเวลานาน 

               3.มีอาการเสียงแหบและไอเรื้อรัง                 4.มีเลือดหรือตกขาวที่ผิดปกติ เช่น มีกลิ่นเหม็น 

               5. เป็นแผลรักษาไม่หาย 

               6.ก้อนหูดหรือไฝตามร่างกายโตขึ้น และ

               7.มีก้อนที่เต้านมหรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย ขอให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาโดยละเอียดต่อไป

 

 

 

มะเร็ง  ป้องกันได้หรือไม่?  

               แม้ว่าโรคมะเร็งจะมีความสัมพันธ์กับสารก่อมะเร็งหลายชนิด แต่โรคมะเร็งส่วนใหญ่ยังไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน   ปัจจุบันการศึกษาที่เชื่อถือได้สามารถบอกถึงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง  ความหมายของ “ปัจจัยเสี่ยง” คือ ลักษณะบางประการที่อาจเพิ่มหรือลดโอกาสที่จะเกิดโรคมะเร็ง

 

               มีปัจจัยหลายประการที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง อาจแบ่งได้เป็น  ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น ผู้หญิงจะเป็นมะเร็งเต้านมได้มากกว่าผู้ชายหลายเท่า ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลายชนิดมากกว่าผู้ที่มีอายุน้อย  หรือปัจจัยเสี่ยงที่อาจหลีกเลี่ยงได้  เช่น การสูบบุหรี่ซึ่งเพิ่มโอกาสจะเกิดโรคมะเร็งปอด การดื่มสุราซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับโรคมะเร็งในช่องปากและคอ เป็นต้น

 

 

               ปัจจัยเสี่ยงเป็นเรื่องของโอกาสความน่าจะเป็น  ตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนจำนวน 1000 คนที่สูบบุหรี่เป็นเวลานาน ย่อมมีโอกาสที่จะเกิดมะเร็งปอด มะเร็งช่องปาก และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะในช่วงชีวิตของคนเหล่านี้มากกว่าที่จะพบมะเร็งในคน 1000 คนที่ไม่สูบบุหรี่ แน่นอน ในคน 1000 คนที่ไม่สูบบุหรี่เลยก็ยังมีโอกาสเกิดเป็นโรคมะเร็งได้เช่นกัน แต่ในอัตราเสี่ยงที่ต่ำกว่า ดังนั้น ข้ออ้างข้างต้นของผู้ที่สูบบุหรี่และไม่ยอมเลิกจึงไม่ใช่เหตุผลที่ถูกต้อง

                 หรือการได้รับข้อมูลต่าง ๆ ที่มีการพูดต่อ ๆ กันมา  เช่น  การรับประทานอาหารแบบชาวยุโรปหรืออเมริกันที่มีการบริโภคเนื้อสัตว์สูงกว่าชาวเอเชีย เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง   ดังนั้นจึงมีการแนะนำผู้ที่เป็นมะเร็งให้หยุดรับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ด้วยความกลัวว่าจะเป็นสารอาหารสำหรับโรคมะเร็ง

 

 

               ความเข้าใจดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงค่อนข้างมาก  ด้วยปัจจัยเสี่ยงของการบริโภคอาหาร  ถ้าจะทำให้เกิดโรคมะเร็ง จะต้องใช้เวลาที่ยาวนานหลาย ๆ ปี และมีปัจจัยเสริมอีกหลายประการที่มาสนับสนุน  การที่ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งแล้วหยุดรับประทานเนื้อสัตว์ จึงไม่สามารถที่จะยับยั้งการเติบโตของมะเร็งที่เกิดขึ้นแล้วได้แต่อย่างใด อย่างไรก็ดี   หากมีเชื่อว่าอาหารลักษณะดังกล่าวจะป้องกันมะเร็งได้  ต้องเริ่มปฏิบัติทันทีและต่อเนื่องหลายปี จึงอาจเป็นประโยชน์ในการป้องกันโรคมะเร็งในอนาคตข้างหน้า

 

 

               และเนื่องในโอกาสวันที่  4 กุมภาพันธ์  ซึ่งเป็นวัน "มะเร็งโลก" นี้ ขอเชิญชวนให้ทุกคนตระหนักถึงภัยของโรคมะเร็ง  หันมาทำความเข้าใจกับโรคมะเร็งอย่างถูกต้อง  และใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเองกันตั้งแต่เนิ่น ๆ  เพื่อหลีกเลี่ยงภัยร้ายอย่าง "โรคมะเร็ง"  โรคที่คร่าชีวิตของคนทั่วโลกไปเป็นจำนวนมากค่ะ

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก -  สถาบันมะเร็งแห่งชาติ  http://www.nci.go.th -  มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย  http://www.tsco.or.th -  http://th.wikipedia.org/wiki/มะเร็ง

Comment

Comment:

Tweet