ก่อนปี ค.ศ. 1990 มีนักวิทยาศาสตร์อยู่หล่ายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนักระบาดวิทยาและอายุรแพทย์โรคระบบหายใจ ได้เริ่มต้นศึกษาและเผยแผ่ผลงานเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดจากการได้รับอนุภาคในอากาศปริมาณต่ำ จากผลการศึกษาในครั้งนั้นทำให้ได้มีการออกนโยบายและกฎระเบียบต่างๆ เพื่อป้องกันประชาชนจากมลพิษทางอากาศ

นักระบาดวิทยา (Epidemiologist) จะศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพและความเจ็บป่วยของประชากร และเป็นพื้นฐานและตรรกะที่ทำให้เกิดแนวคิดความสนใจในสาธารณสุขและเวชศาสตร์ป้องกัน สาขาวิชานี้วิธีที่สำคัญพื้นฐานของงานวิจัยด้านสาธารณสุข และเกี่ยวข้องกับเวชศาสตร์อิงหลักฐาน (evidence-based medicine) ในการหาปัจจัยเสี่ยงของโรคและประเมินวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

อายุรแพทย์โรคระบบหายใจ (pulmonologist) จะศึกษาเกี่ยวกับภาวะพยาธิสภาพใดๆ ซึ่งเกิดกับอวัยวะและเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนก๊าซในสัตว์ชั้นสูง หมายรวมถึงภาวะซึ่งเกิดกับทางเดินหายใจส่วนบน หลอดลมใหญ่ หลอดลม หลอดลอมฝอย ถุงลม เยื่อหุ้มปอด โพรงเยื่อหุ้มปอด และเส้นประสาทและกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ในการหายใจ โรคระบบหายใจมีตั้งแต่เป็นน้อยหายได้เอง เช่น หวัด ไปจนถึงโรคซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น ปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรีย ลิ่มเลือดตันในปอด และมะเร็งปอด เป็นต้น

ข้อมูลด้านสุขภาพเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศนี้ถูกประกาศออกไปอย่างแพร่หลาย ในขณะที่ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาเรื่องอื่นๆที่แทบจะไม่มีการศึกษาเลย ยกตัวอย่างเช่น วัสดุที่สัมผัสกับอาหาร (food contact materials: FCMs) นักวิจัยหลายกลุ่มมีความกังวลว่าวัสดุที่สัมผัสกับอาหารนี้จะส่งผลต่อสุขภาพ สารอาหาร และธรรมชาติ

packets

วัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact Materials l FCM) คือ วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่นําไปใช้ในกระบวนการผลิตหรือสัมผัสกับอาหาร ตั้งแต่อุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร จาน กระบวนการผลิต ตลอดจนบรรจุภัณฑ์ โดยจะครอบคลุมวัสดุต่างๆ ได้แก่ พลาสติก กระดาษ ยาง ซิลิโคน จุกคอร์ก หมึกพิมพ์ โลหะและโลหะผสม สารเคลือบผิว สารเคลือบเงา ฯลฯ วัสดุเหล่านี้มักใช้รวมกันกลายเป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์ เช่น กล่องบรรจุน้ําผลไม้ จะประกอบด้วยพลาสติก กระดาษ อลูมิเนียม กาว สารเคลือบและหมึกพิมพ์ เนื่องจาก วัตถุดิบดังกล่าวจะต้องสัมผัสกับอาหาร จึงเป็นแหล่งที่อาจมีการเคลื่อนย้ายของสารเข้าไปในอาหารได้ วัสดุสัมผัสอาหารจึงกลายเป็นแหล่งปนเปื้อนที่สําคัญของอาหารทุกชนิด และเป็นสาเหตุให้เกิดความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอันตรายกับอาหารและสุขภาพของผู้บริโภคได้

ดังนั้น ภาชนะบรรจุอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญในการผลิตอาหารสำเร็จรูป เพราะวัสดุเหล่านี้ไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นสาร inert (สารที่ไม่สามารถเกิดปฏิกิริยาได้ หรือเกิดปฏิกิริยาได้ยาก) สารเคมีที่เป็นองค์ประกอบของวัสดุที่สัมผัสกับอาหารเช่น โมโนเมอร์ สารเติมแต่ง (additive) สารช่วยขึ้นรูป (processing aid) หรือปฏิกริยาของผลผลิตพลอยได้ (by-product) พลาสติไซเซอร์   สเตบิไลเซอร์  สารป้องกันยูวี สารเหล่านี้สามารถซึมเข้าสู่อาหารได้

thermoformed-food-packaging

ส่วนของภาชนะที่มีการสัมผัสกับอาหารเช่น กล่องบรรจุอาหารชนิดต่างๆ จะมีการใส่สารจำพวกลามิเนตไว้ หรือฝาที่ใช้ปิดขวดแก้ว ในฝานั้นจะมีแผ่นพลาสติกรองอยู่เป็นต้น  ซึ่งการที่สารเคมีเหล่านี้จะแพร่ไปสู่อาหารได้นั้นเกี่ยวข้องกับการเพิ่มของอุณหภูมิ, ระยะเวลาที่จัดเก็บ คุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ และชนิดของอาหาร ในแง่ของคุณสมบัติของวัสดุที่อาจะทำให้สารเคมีแพร่ลงไปสู่อาหารเช่น ขนาดของรูพรุน (pore size) ความหนา และบริเวณผิวสัมผัส

ปัจจุบันวัสดุที่นำมาใช้ในการบรรจุหรือสัมผัสอาหารมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ การพัฒนาที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลให้เกิดความเสี่ยงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะวัสดุบรรจุอาหารประเภทไขมัน น้ำพริก เครื่องปรุงรส มักพบปัญหาในการปนเปื้อนกับสารพลาสติไซเซอร์ซึ่งเป็นส่วนผสมของประเก็นใต้ฝาขวดแก้ว โดยสารนี้จะเคลื่อนย้าย (migration) ไปยังอาหาร หากผู้บริโภคได้รับการสะสมของสารนี้ภายในร่างกายอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดอันตรายได้

ดังนั้น ในแต่ละประเทศจึงมีกฎระเบียบเกี่ยวกับการใช้ภาชนะพลาสติกบรรจุอาหาร  โดยเฉพาะสหภาพยุโรปให้ความสำคัญและเข้มงวดกับการใช้ภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารหรือเรียกว่าวัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้สัมผัสอาหาร  (food contact materials)  มากและมีการตรวจสอบหาข้อมูลของสารที่เคลื่อนย้ายจากพลาสติกลงมาสู่อาหารอยู่เป็นประจำ  ในระยะเวลา ประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้ตรวจพบการปนเปื้อนของสารในกลุ่มพทาเลต (phthalate)  และ ESBO (epoxidised soy bean oil) จากปะเก็นพลาสติกประเภทโพลีไวนิลคลอไรด์ (PVC)  ที่ใช้ประกอบกับฝาโลหะเพื่อปิดขวดแก้วที่บรรจุอาหารประเภทน้ำพริกเผา ซอสปรุงรส ประเภทต่างๆ น้ำพริกแกง  เป็นต้น  ซึ่งสินค้าเหล่านี้สมาคมผู้ผลิตสินค้าอาหารสำเร็จรูปประเทศไทยรายงานว่ามีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 8,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับวัสดุสัมผัสอาหารที่ผ่านการประเมินความปลอดภัยตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรปและได้รับการรับรองว่ามีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคแล้ว จะได้รับอนุญาตให้มีการติดฉลากที่ผลิตภัณฑ์สํญลักษณ์ดังภาพ (ภาพของแก้วไวน์และส้อม)

CFM_symbol

ถึงแม้ว่าสารปนเปื้อนที่จะลงไปอยู่ในอาหารนั้นจะมีปริมาณต่ำ แต่เมื่อคำนึงถึงระยะยาวแล้วอาจเกิดการสะสมในร่างกายของมนุษย์เป็นปริมาณมากได้ โดยสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กังวลเกี่ยวกับการสารเคมีจากวัสดุสัมผัสอาหารก็คือ

1. ความรู้ในกฎหมายของสารพิษที่อนุญาติให้ใช้เป็นวัสดุสัมผัสอาหารในยุโรป สหรัฐฯ หรือประเทศอื่นๆ (ไม่รวมประเทศจีน) นั้นมีความต่างกัน           ในสหรัฐอเมริกา แร่ใยหิน (asbestos) หลายชนิด ถูกจัดเป็น Indirect food additives คือเป็นสารปริมาณน้อยที่เจือปนในอาหารเนื่องจากการบรรจุ การเก็บ เช่น สารที่เป็นส่วนประกอบของกาวหรือสารเคลือบในบรรจุภัณฑ์อาหารที่เจือปนในอาหาร สารฟอร์มัลดีไฮด์ (formaldehyde) หรือเป็นสารที่รู้กันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็ง ถูกพบในขวดน้ำพลาสติกที่ทำจาก โพลิเอทิลีน เทเรฟทาเลต (Polyethylene Terepthalate) เรียกย่อ ว่า PET หรือ PETP และยังพบในภาชนะที่ทำจากเมลามีนอีกด้วย

PET-Bottle-JT-B-0101-

2. สารรบกวนฮอร์โมน Endocrine Disrupting Substances หรือ EDS เป็นสารที่มีผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์           มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในเรื่องของสารเคมีที่พบในวัสดุสัมผัสอาหาร หนึ่งในเรื่องที่ถกเถียงกันเป็นเรื่องของสารรบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ (Endocrine disruptor chemicals; EDC) เช่น  โนนิล ฟีนอล (nonylphenol),  บิสฟินอล-เอ (Bisphenol A หรือ BPA) จากพอลีคาร์บอเนต (PC),   styrene จาก พอลีสไตรีน (PS), ไตรบิวทิล-ทิน (tributyl-tin), ไตรโคลซาน (triclosan) และพทาเลธ (phthalate) ซึ่งสารเหล่านี้ถูกใช้เป็นวัสดุสัมผัสอาหารอย่างถูกกฎหมายในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

     สารรบกวนการทํางานของต่อมไร้ท่อ สารนี้มีชื่อเรียกอยู่หลายชื่อไม่ว่าจะเป็น สารที่เป็นฮอร์โมนปลอม สารที่ทำให้เกิดมลภาวะทางฮอร์โมนเพศ หรือสารที่ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนเพศ  โดยสารเหล่านี้จะทำให้เกิดการเบี่ยงเบนในการทำงานของอวัยวะของระบบสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต โดยสามารพเลียนแบบฮอร์โมนของร่างกายได้ และทำให้มีผลรบกวนต่อระบบสืบพันธุ์หรือพัฒนาการของสัตว์และมนุษย์

3. จำนวนสารเคมีทั้งหมดที่ถูกนำมาใช้เป็นวัสดุสัมผัสอาหารนั้นมีมากกว่า 4000 ชนิด ซึ่งวัสดุสัมผัสอาหารอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาพอลิเมอร์ไรเซชัน (Polymerization) ของผลิตภัณฑ์พลอยได้ (by-product) ที่ไม่ทราบอยู่ด้วย หรือในวัสดุสัมผัสอาหารเองอาจมีสารปนเปื้อนอยู่ หรืออาจเกิดปฏิกิริยาที่ไปทำลายองค์ประกอบของสารประกอบอื่นๆ ซึ่งทำให้มีสารที่ไม่ได้ต้องการปนเปื้อนอยู่ในอาหาร เหตุการณ์นี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อของ non-intentionally added substances (NIAS) นอกจากนี้ NIAS อาจเกิดจากผลิตภัณฑ์ (ในที่นี้คืออาหาร) ปนเปื้อนอันเนื่องมาจากกระบวนการรีไซเคิลได้อีกด้วย

NIAS คือ สารประกอบทางเคมีที่พบอยู่ในวัสดุ (ในที่นี้คืออาหาร) แต่ไม่ได้เกิดจากการเติมลงไประหว่างกระบวนการ NIAS NIAS สามารถพบได้ในวัสดุสัมผัสอาหาร ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ทราบ

เนื่องจากความก้าวหน้าในวงการวิทยาศาสตร์ ทำให้ปัจจบันข้อจำกัดในการตรวจหาสาร NIAS ในผลิตภัณธ์ลดน้อยลงเป็นอย่างมาก ส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจหาการเกิด NIAS จากวัสดุสัมผัสอาหารได้มากขึ้น

sourcesNIAS_medium_large

แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีในการตรวจสอบที่ดีเพียงใดก็ตาม เราก็ไม่อาจทราบได้ว่าสารเคมีจากวัสดุหีบห่อที่ปนเปื้อนในอาหารนั้นเป็นสารอะไร และจะเป็นอย่างไรถ้าร่างกายได้รับสารเหล่านี้เข้าไป จะเกิดการสะสมแล้วส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้นำสารเหล่านี้มาถกเถียงกันเพื่อจะได้มีข้อกำหนดสำหรับความปลอดภัยของผู้บริโภค

บางครั้งเรื่องนี้ก็ถูกมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ Dr Ian Musgrave จากมหาวิทยาลัย Adelaide ได้พูดเกี่ยวกับงานวิจัยชิ้นนี้ไว้ว่า "เป็นเรื่องยากมากที่จะรับสารที่เกิดจากวัสดุสัมผัสอาหารจนก่อให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายถึงแก่ชีวิต" ยกตัวอย่างเช่นการได้รับสารฟอร์มาลดีไฮด์จากขวดน้ำพลาสติก ซึ่งการที่จะได้รับสารในปริมาณเท่าลูกแอปเปิ้ล 1 ลูกนั้นจะต้องดื่มน้ำอย่างน้อย 20 ลิตรจากขวดพลาสติก ด้วยเหตุนี้เองทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายๆ คนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเพียงคามกังวลเกินกว่าเหตุ

 

อ้างอิงจาก

1. Food and drug administration, department of health and human services 2. Koster, S. (2012). "Safety evaluation strategy of non-intentionally added substances (NIAS)." 3. /www.sciencedaily.com/releases/2014/02/140219205215

Comment

Comment:

Tweet